เช้าตรู่ของวันที่ 24 ตุลาคม 2538 เสียงเครื่องไฟจาก วัดศีรษะทอง ดังขึ้น เพื่อปลุกชาวศีรษะทองให้พร้อมใจกันตื่นจากนิทราอันเป็นสุข เพื่อเข้าร่วมงานพิธีพุทธาภิเษกและเทวาภิเษก วัตถุมงคลใน พระราหู ซึ่งนับแต่ หลวงพ่อน้อยไ ด้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว ก็มิได้มีการประกอบพิธีใหญ่เช่นนี้อีกเลย
สมัยเมื่อ หลวงพ่อน้อย มีสังขารอยู่นั้น ทุกครั้งที่เกิด สุริยุปราคา หรือ จันทรุปราคา พิธีบวงสรวงบูชาครูก็จะมีขึ้นอย่างใหญ่โต หลังจากนั้นเมื่อเวลาเข้าคราสมาถึง หลวงพ่อน้อย จะเข้าไปในพระอุโบสถเพื่อประกอบพิธีลงอักขระบน กะลาตาเดียว แกะเป็น พระราหู โดยลงสูตร จันทรประภาและสุริยประภา ตามแต่ปรากฎการณ์ ผู้รอคอยก็จะพากันมารออยู่โดยรอบพระอุโบสถรอจนคราสคลายแล้ว จึงเข้าไปขอรับจากมือ หลวงพ่อน้อย เพราะกว่าจะได้ กะลาพระราหู นั้น ต้องรอกันเป็นปีๆ
ในท่ามกลางความมืดมิดของดวงตะวันเมื่อเกิดสุริยคราสนั้น ในพระอุโบสถ วัดศีรษะทอง พระอธิการมานิตย์ ติสาโร ผู้ครอบวิชา พระราหูอมจันทร์ และ ราหูอมพระอาทิตย์ กะลาพระราหูจากตำรับดั้งเดิมของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง ปรมาจารย์ผู้สร้าง กะลาตาเดียว แกะเป็น พระราหู ให้โด่งดังในอาณาจักรแห่งเครื่องราง จนยอมรับกันทั่วไปว่า ถ้าเป็น กะลาแกะ พระราหู แล้วต้อง วัดศีรษะทอง
พระอธิการมานิตย์ ติสาโร ได้ทำการนั่งอธิษฐานจิต เพื่อถ่ายทอดพลังจาก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และโลก ผสมด้วยพระพุทธมนต์อักขระทั้งปวง อักขระยันตังสันตังวิกรึงคะเร ลงใน วัตถุมงคลราหู ที่สร้างขึ้นเป็นกรณีพิเศษ และส่วนหนึ่งได้นำมาเป็นของกำนันแก่ ท่านผู้อ่าน นิตยสารลานโพธิ์
การปลุกเสกของท่าน พระอธิการมานิตย์ จะเริ่มแต่เริ่มจับคราสจนคราสคลายออกทั้งหมด เป็นอันเสร็จพิธี ซึ่งก่อนหน้านี้นั้นได้มีการบวงสรวง พระราหู ตามตำรับของ หลวงพ่อน้อย และบูชาครู คือดวงวิญญาณของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง ก่อให้เกิดความเข้มขลังเป็นทวีคูณ วัตถุมงคลนี้จึงถือได้ว่า เป็นครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของ วัดศีรษะทอง ในรอบ 75 ปี
ในสมุดข่อยขอมลาวของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง มีฝอยการใช้ พระราหู แปลเป็นภาษาไทยตอนหนึ่งว่า
“ มันผู้ใดชายหญิงได้บูชา พระราหู จะเป็นผู้มีอำนาจในตัว เป็นที่คร้ามเกรงของมนุษย์ ภูตผีปีศาจ ตลอดจนโขมดทั้งหลาย ด้วยพลังใน พระราหู จักบันดาลให้ เกิดความสยดสยองต่อบรรดาอมนุษย์ทั้งปวง ไม่อาจมากรายกล้ำต่อผู้มี พระราหู ติดตัวได้ มันผู้ใดชายหญิงมี พระราหู อยู่กับตัว จักได้รับความเจริญผาสุก ทำกิจการใดก็จะเจริญรุ่งเรืองด้วย พระราหู เป็นเจ้าแห่งลาภผลที่ไม่ว่าเทวดาที่ใด ก็ย่อมเกรงอำนาจแห่ง พระราหู ภัยพิบัติทั้งหลายจักเสื่อมคลายไป เพราะอำนาจ พระราหู ป้องกัน…”
ตามตำรานั้นกล่าวว่า พระราหู เป็นเทพกึ่งยักษ์ มีความดุร้าย และทรหดอดทน แม้แต่ จักรพระนารายณ์ ก็มิอาจล้างชีวิตลงได้ด้วย น้ำอมฤต ที่ พระราหู ได้ดื่มเข้าไป ผู้ที่จะสร้าง พระราหู ได้ต้องเป็นผู้มีวาสนา บารมี และดวงเหมาะสมกันกับ พระราหู หากไม่มี วาสนา บารมี ไปทำเข้า ก็อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติให้เกิดแก่ผู้ทำยากจะบรรยาย
75 ปีแห่งการรอคอย 75 ปี แห่งสืบทอดตำรา พระราหู
บัดนี้ ได้ปรากฎขึ้นแล้วที่ วัดศีรษะทอง นั่นก็คือ ราหูอมจันทร์ และ ราหูอมอาทิตย์ เนื้อโลหะ ตามตำรับของ วัดศีรษะทอง ส่วนหนึ่งได้นำมาสมนาคุณ แก่ท่านผู้อ่านลานโพธิ์ ในวาระ ครบรอบ 21 ปี ขึ้นรอบปีที่ 22 ( หนังสือพระ ลานโพธิ์ ฉบับที่ 699 เดือนพฤศจิกายน 2538 )
ผู้ใดบูชา พระราหู เคราะห์ร้ายและความขัดข้องทั้งปวงจะปลาสนาการไป ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย วาตะภัย อุทกภัย ตลอดจนความตายอันไม่เป็นปกติหรือตายโหง จะไม่มากรายกล้ำแม้มนต์ดำ และคุณไสย ก็ไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้มี พระราหู ติดตัวได้
#หนังสือพระ #ลานโพธิ์ #ฉบับที่ #699 #เดือนพฤศจิกายน #2538 #หลวงพ่อน้อย #วัดศีรษะทอง #พระราหู #ราหูอมจันทร์ #ราหูอมอาทิตย์ #พระอธิการมานิตย์ #พระราหูอมจันทร์ #พระราหูอมพระอาทิตย์ #กะลาตาเดียว #จันทรประภา #สุริยประภา #สุริยุปราคา #จันทรุปราคา #ราหู #วัตถุมงคลราหู #วัตถุมงคลพระราหู #

